Posted by: thaifarmer | มีนาคม 2, 2011

เชื้อพันธุ์ข้าว : มรดกของประเทศไทย

เชื้อพันธุ์ข้าว : มรดกของประเทศไทย

I   ความสำคัญ
ข้าวเป็นพืชอาหารที่สำคัญต่อมนุษย์ประชากรกว่าครึ่งของโลกบริโภคข้าวเป็น อาหารหลักคนไทยมากกว่าร้อยละ  80    บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักโดยบริโภควันละ  3  ครั้ง  เฉลี่ยประมาณ  130  กิโลกรัมต่อคนต่อปี  ข้าวนอกจากโช้สำหรับบริโภคเป็นอาหารหลักแล้วยังเป็นส่วนประกอบหลักในการทำ ขนมหวานของขบเคี้ยวของทั้งคนไทยและต่างประเทศด้วย

ปัจจุบันข้าวที่ปลูกบริโภคมีอยู่  2  ชนิด  และมีชุดโครโมโซม AA เหมือนกัน  คือ  ข้าวเอเชีย (Oryza sativa L.) กับข้าวอาฟริกา (O. glaberrima Steud.) ข้าวเอเชียปลูกทั่วไปในเอเชีย  อเมริกา  ออสเตรเลีย  ยุโรป  และอาฟริกา  ส่วนข้าวอาฟริกามีปลูกเฉพาะทางด้านตะวันตกของทวีปอาฟริกาเท่านั้น  ปัจจุบันผลผลิตของข้าวเปลือกที่ผลิตได้ทั่วโลกปีละมากกว่า  550  ล้านตัน  สาธารณรัฐประชาชาติจีนผลิตได้มากที่สุด  ประเทศไทย  สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม  และสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ส่งข้าวออกขายมาก (IRRI, 1998-1999)

ข้าวสามารถขึ้นได้อย่างกว้างขวางตั้งแต่เส้นรุ้งที่  530 เหนือถึง 400 ใต้ (Oka, 1987)  จากระดับน้ำทะเลจนถึงความสูง 2,500  เมตร  หรืออาจมากกว่านี้  แม้ว่าส่วนมากข้าวจะปลูกแบบนาน้ำฝน  หรือในเขตชลประทาน  แต่ข้าวก็เป็นพืชเดียวเท่านั้นที่สามารถเติบโตได้ในระดับน้ำสูงกว่า 4 เมตร หรือไม่ต้องมีน้ำขังเลย  นอกจากนี้ข้าวยังสามารถปลูกได้ในดินเป็นกรดระดับ pH 3-10  หรือในดินเค็ม 0-1% อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 20-340 ซ. แต่ข้าวก็สามารถงอกที่อุณหภูมิ 10-400ซ. (ประพาส, 2523)

II การปลูกข้าวในประเทศไทย
การปลูกข้าวในเทศไทยมีประวัติอันยาวนาน เชื่อว่ามีการปลูกข้าวมาแล้วมากกว่า 5,500  ปี และสันนิษฐานว่ามีการปลูกข้าวเหนียวมาก่อนเริ่มต้นแต่ศตวรรษที่  6  สำหรับข้าวเจ้าเริ่มปลูกประมาณศตวรรษที่  13  (สมัยศรีวิชัย)  ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปีโดยเฉลี่ยปีละประมาณ  58  ล้านไร่  ได้ผลผลิตประมาณ  18  ล้านต้นข้าวเปลือก  ข้าวนาปรัง (นานอกฤดู)  ปลูกเฉลี่ยปีละประมาณ  5  ล้านไร่  ได้ผลผลิตประมาณ 4.5  ล้านต้นข้าวเปลือก  รวมผลผลิตข้าวทั้งปีประมาณ 22-23  ล้านตัน (สงกรานต์, 2545)  ใช้ประโยชน์ภายในประเทศประมาณ  13  ล้านตัน (ส่วนใหญ่บริโภค) ที่เหลือจะเป็นสินค้าส่งออกประมาณ  10  ล้านตัน (ประมาณ  6.5  ล้านตันข้าวสาร)

III  ทรัพยากรเชื้อพันธุ์ข้าวไทย
ข้าวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติส่วนมากบริเวณริมถนน  ริมคลอง  หรือบริเวณ  แม้กระทั่งในนาข้าว เรียกว่า ข้าวป่า  หรือข้าวที่มีความเกี่ยวข้องกับข้าวปลูก  หรือลูกผสมระหว่างข้าวป่ากับข้าวปลูก (spontanea forms) ซึ่งยังไม่มีการวิวัฒนาการมากเช่น  เปลี่ยนเป็นรวงยาวเมล็ดใหญ่ติดเมล็ดมาก เมล็ดร่วงยากหรือลำต้นแข็ง สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงนี้ส่วนใหญ่มาจากสภาพการปลูกที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดู กาล  (Oka และ Morishima, 1971  และ Chang, 1976 b) และสภาพแวดล้อมทำให้ข้าวป่าวิวัฒนาการมาเป็นข้าวปลูก  และเนื่องจากความผันแปรของสภาพแวดล้อมมีมากจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มี พันธุ์ข้าวปลูกจำนวนมาก  ประกอบกับการคัดเลือกของมนุษย์ทำให้มีพันธุ์ข้าวปลูกทั่วโลกประมาณ 120,000  พันธุ์ (IRRI, 1980)

ประเทศไทยตั้งอยู่ระหว่างเส้นละติจูดที่ 50  ถึง 210 เหนือ และเส้นลองจิจูดที่ 970 ถึง 1060 ตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 513,115  ตารางกิโลเมตร  ซึ่งอยู่ในเขตศูนย์กลางการผันแปรของข้าง  ดังจะเห็นได้ว่ามีความหลากหลายทั้งข้าวป่าและข้าวปลูกประมาณว่ามีข้าวปลูก มากกว่า 3,500  พันธุ์  ที่มีลักษณะต่างกันและมีข้าวป่าอย่างน้อย  5  ชนิด  พบในประเทศไทย

III.I ทรัพยากรเชื้อพันธุ์ข้าวป่า (Oryza spp.)
ความหลากหลายทางชีวภาพและการแพร่กระจาย
ข้าวป่าเป็นข้าวที่เกิดขึ้นและเจริญเติบโตเองตามธรรมชาติ  โดยทั่วไปจะพบตามริมหนอง  คลอง  บึง  หรือแม้กระทั่งในพื้นที่นาข้าวปลูกมีชื่อเรียกแตกต่างกัน  เช่น  ข้าวละมาน  หญ้าละมาน  หญ้าสะแห  หญ้าข้าวนก  หญ้านกปี้ด หรือข้าวผี

ข้าวป่าจัดเป็นแหล่งพันธุกรรมของข้าวอย่างดี  สำหรับนำมาใช้ในโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งนำมาช่วยพัฒนา พันธุ์ข้าวให้มีความต้านทานต่อโรค  แมลง  หรือทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ผิดปกติ  ปัจจุบันได้มีการจำแนกและยอมรับกันแล้วว่ามีข้าวป่า  21  ชนิด  แพร่กระจายทั่วโลกสำหรับประเทศไทย  พบว่ามี  5  ชนิด  แพร่กระจายทั่วประเทศ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  2  ชนิด  ที่เป็นบรรพบุรุษ ของข้าวปลูกเอเชียพบมากทุกภาค (สงกรานต์, 2542)

ชนิดข้าวป่าและลักษณะที่พบในประเทศไทยมี

Oryza rufipogon Griff หรือ O. perennis Moench. มีชุดโครโมโซมชุด AA จำนวน  24  โครโมโซม เป็นข้าวป่าอายุข้ามปี  ต้นสูงกว่า  1  เมตร  กอแผ่-เลื้อย  ติดเมล็ดน้อย  เมล็ดเมื่อสุกสีดำ  ร่วงง่ายอับละออกเกสร (anther) ยาวเกือบเท่าเมล็ด  มีหางยาวค่อนข้าวอ่อน  ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือข้อมีการแตกหน่อหรือกอตามข้อ  จึงมีอายุข้ามปี  ผสมข้ามกับข้าวปลูกได้เองตามธรรมชาติ  พบตามบริเวณที่โล่งแจ้ง  ทุกภาคของประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคกลางและภาคใต้

O. nivara Sharma et Shastry มีชุดโครโมโซมชุด AA จำนวน  24  โครโมโซม เป็นข้าวป่าอายุปีเดียว  ต้นสูงประมาณ  50-160  เซนติเมตร  ทรงกอตั้ง-แผ่ ติดเมล็ดน้อย-ปานกลาง  เมล็ดเมื่อสุกสีดำ และร่วงง่าย มีหางยาว ค่อนข้างแข็ง ขยายพันธุ์ได้โดยทั้งเมล็ดและแตกหน่อตามข้อ  ผสมข้ามกับข้าวปลูกได้เองตามธรรมชาติ  พบทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคกลาง  และตะวันออกเฉียงเหนือตามบริเวณที่โล่งแจ้ง ชื้น น้ำขัง-ตื้น

O. officinalis Wall ex Watt   มีชุดโครโมโซมชุด CC จำนวน  24  โครโมโซม เป็นข้าวป่าอายุข้ามปี ทรงกอตั้ง-เอน ออกดอกตลอดปีเมล็ดเล็ก ป้อม เมื่อสุกเป็นสีน้ำตาลหรือดำ ติดเมล็ดมาก ร่วงง่ายขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด  พบบริเวณร่มเงา  เช่น  ในสวนทุเรียน  หรือบริเวณน้ำตก  จังหวัดที่พบคือกรุงเทพมหานคร   นนทบุรี  ชุมพร  สระบุรี  และเชียงราย

O. ridleyi Hook มีโครโซม 4  ชุด (4x = 48) จำนวน  48  โครโมโซม สูงประมาณ  30-100  เซนติเมตร  กอตั้งตรง-แผ่ ใบหนา สีเขียวเข้ม  เกสรเพศเมียสีม่วง-กำมะหยี่  กลีบรองดอกยางมีหางแต่สั้นเมล็ดยางเรียว เมื่อสุกสีดำ ติดเมล็ดน้อยและร่วงง่าย ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด  พบตามบริเวณที่ร่มเงา  หรือใกล้บริเวณน้ำตก  มีแหล่งแพร่กระจายน้อยมาก  พบในจังหวัดนนทบุรี  สระบุรี  สงขลา  และกรุงเทพมหานคร

O. granulata Nees et Arn. ex Watt มีโครโมโซม 2 ชุด (2n = 2x=24) จำนวน  24  โครโมโซมลำต้นเล็กใบคล้ายใบไผ่ กอตั้งตรง-แผ่ สูงประมาณ  80  เซนติเมตร รวงไม่แตกระแง้ เกสรเพศเมียสีขาว  ติดเมล็ดน้อยมาก  เมล็ดสุกสีดำ ร่วงง่าย  ไม่มีหาง  พบในที่ร่มเงา – ทึบ หรือใกล้ ๆ บริเวณน้ำตกพบในภาคเหนือ เช่น พิษณุโลก เชียงใหม่ น่าน ลำปาง สำหรับภาคกลาง พบที่สระบุรีเท่านั้น
นอกจากข้าวป่าที่กล่าวมาแล้ว  ยังพบข้าวป่าที่เกิดจากการผสมข้ามระหว่างข้าวป่ากับข้าวปลูก หรือระหว่างข้าวป่าที่เป็นบรรพบุรุษข้าวปลูกด้วยกัน  ข้าวป่าประเภทนี้  มีการกระจายตัวหรือแปรปรวนสูง  ไม่สามารถจัดเป็นอีกชนิดได้  จึงเรียกว่า Spontanea forms ของข้าวปลูกมีลักษณะกึ่งข้าวป่าและข้าวปลูก  แต่มีความแข็งแรงกว่าข้าวปลูก บ่อยครั้งข้าวป่านี้จะเกิดในแปลงข้าวปลูก  ซึ่งเป็นปัญหาต่อเกษตรกรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแหล่งปลูกข้าวแบบหว่าน

การประเมินคุณค่าและการใช้ประโยชน์
เนื่องจากข้าวป่ามีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงกว่าข้าวปลูกมาก  ลักษณะบางลักษณะ  โดยเฉพาะความต้านทานโรคและแมลงจึงอาจหาไม่พบในข้าวปลูกแต่จะพบเฉพาะในข้าว ป่าเท่านั้น ตัวอย่างเช่น  โรคเขียวเตี้ย (Grassy  stunt) ซึ่งเกิดจากเชื้อมายโคพาสมา  มีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็น พาหะในการแพร่เชื้อ  และพบว่าพันธุกรรมความต้านทานโรคนี้พบเฉพาะในข้าวป่า  O.nivara จากอินเดียเพียงตัวอย่างเดียว  สำหรับประเทศไทยการใช้ประโยชน์ยังมีขีดจำกัด เนื่องจาก ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับข้าวป่าน้อย  และจากรายงานพบว่าแหล่งพันธุกรรมข้าวป่าของไทยไม่ต้านทานต่อโรคและแมลงที่ สำคัญ  ส่วนชนิดที่ต้านทานแมลงโดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  ก็มีโครโมโซมต่างชนิดกับข้าวปลูก  การนำมาใช้ประโยชน์โดยตรงทำได้ยาก  ซึ่งต้องนำเทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาช่วยในขบวนการพัฒนาพันธุ์ต่อไป (สงกรานต์ และคณะ2536)  ปัจจุบันสายพันธุ์ข้าวที่มีพันธุกรรมความต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจาก เชื้อพันธุ์ข้าวป่า O. officinalis จากประเทศไทยที่ทราบว่าต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น IR547242-11-10-13-21-2 และIR57751-1-19-13-17-13

III.2 ทรัพยากรเชื้อพันธุ์ข้าวปลูก ( Oryza sativa L.)
ความหลากหลายทางชีวภาพ
ข้าวปลูกที่ปลูกในปัจจุบันวิวัฒนาการมาจากข้าวป่านานกว่า 7,000  ปีมาแล้ว (Chang, 1976 a) ต่อมาได้วิวัฒนาการเป็นข้าวปลูกพันธุ์ต่างๆ  จำนวนมากซึ่งส่วนมากเป็นผลมาจากการปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม  และการคัดเลือกของชาวนา  ตลอดจนการปรับปรุงพันธุ์  จากการรวบรวมพันธุ์ข้าวพื้นเมืองในประเทศไทย  ปรากฏว่ามีชื่อพันธุ์ข้าวที่แตกต่างกัน 5,928 (ฉวีวรรณ, 2543) ชื่อ ซึ่ง Perez  and Chang (1974) เคยคาดว่าอย่างน้อยมีพันธุ์ข้าว 3,500 ชื่อที่แตกต่างกันทั้งชื่อและลักษณะ

เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า  การปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อให้ได้ข้าวพันธุ์ดีจะเป็นการเพิ่มผลผลิตเพิ่ม คุณภาพ หรือเพิ่มความต้านทานโรคหรือแมลงนั้น  นอกจากจะอาศัยวิธีการปรับปรุงพันธุ์  ผสมพันธุ์คัดเลือกและทดสอบพันธุ์ที่เหมาะสม ประกอบกับโชคช่วยแล้ว  วัตถุดิบที่สำคัญที่สุดที่จะขาดเสียไม่ได้  คือ เชื้อพันธุ์ข้าว  ยิ่งเชื้อพันธุ์มีฐานทางกรรมพันธุ์ (genetic base) กว้าง และแปรปรวนมากเท่าใด โอกาสและความสำเร็จที่จะได้พันธุ์ตามต้องการก็จะมีมากขึ้น  ดังนั้นการเสาะแสวงหาเชื้อพันธุ์แปลกๆ ใหม่ๆ จากแหล่งทรัพยากรเชื้อพันธุ์ข้าว ( rice genetic resources)  มาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ จึงมีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง ความหลากหลายทางชีวภาพและแหล่งทรัพยากรข้าวปลูกมีดังนี้

พันธุ์ข้าวโบราณ (Primitive types) พันธุ์ข้าวเหล่านี้ยังมีลักษณะดั้งเดิมอยู่ เช่น มีหาง ร่วงง่าย ระยะพักตัวยาว มีรากที่ข้อ หรือมีลักษณะที่น่าสนใจที่พบบ่อย เช่น ต่านทานแมลง ทนแล้ง ทนน้ำท่วม หรือมีความสามารถดูดธาตุอาหารสูง พันธุ์ข้าวเหล่านี้ส่วนมากหาได้ตามบริเวณที่ ๆ มีข้าวป่าหรือวัชพืชที่เกี่ยวข้อง (Weed races ) ขึ้นอยู่ เช่น พันธุ์ข้าวปีก  พันธุ์เบี้ยวเตี้ย

พันธุ์ข้าวลักษณะพิเศษ (Specialty types) พันธุ์ข้าวปลูกที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ส่วนมากมีลักษณะเฉพาะ เช่น ต้านทานโรค ต้านทานแมลง  ทนอากาศหนาว หรือทนดินที่มีปัญหาพันธุ์ข้าวเหล่านี้ สามารถอยู่ในความนิยมของเกษตรกรได้ทั้งๆ ที่ส่วนมากอาจมีเมล็ดสั้น หรือคุณภาพไม่เป็นที่นิยมของตลาด เช่น ขี้ช้าง หางยี  ประดู่แดง นางเขียว ก่ำดำ ข้าวเหนียวดำ เป็นต้น

พันธุ์ข้าวที่เลิกปลูกแล้ว (Obsolete types) พันธุ์ข้าวเหล่านี้แต่ก่อนอาจเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางแต่ปัจจุบันไม่มี ปลูก อาจสูญพันธุ์ไปหรือไม่เป็นที่นิยมปลูก เช่น ปิ่นแก้ว  นอนทุ่ง ขาวจำปี

พันธุ์ข้าวที่ปลูกเฉพาะถิ่น (Minor varieties) กลุ่ม นี้เป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่ยังไม่ได้รับการปรับปรุงแต่มีปลูกมากบางท้อง ถิ่น พันธุ์ข้าวเหล่านี้ยังมีความผันแปรมาก  เกษตรกรอาจปลูกไว้ตามความต้องการของตนอาจมีอายุเหมาะสมคุณภาพเมล็ดดี  หรือทนทานต่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน เช่น สังข์หยอด  ก่ำดำ มันวัว ข้าวนก เจ็กเชย  ขาวพวง เขี้ยวงู ขาวเศรษฐี  เป็นต้น

พันธุ์ข้าวปลูกเป็นการค้า (Commercial vars.) โดยทั่ว ไปแล้วกลุ่มนี้เป็นข้าวพันธุ์ดีผ่านการคัดเลือกหรือปรับปรุงพันธุ์มาแล้ว มีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ให้ผลผลิตสูง  คุณภาพเมล็ดดี  อาจเหมาะทั้งตลาดภายในและนอกประเทศ จึงมีการปลูกกันอย่างกว้างขวาง เช่น ขาวดอกมะลิ105 เหลืองประทิว123 นางมลเอส4, ขาวตาแห้ง17, กข6, กข15 เหนียวสันป่าตอง เป็นต้น
พันธุ์ข้าวให้ผลผลิตสูง (High – Yielding vars.) พันธุ์ข้าวในกลุ่มนี้เป็นผลจากการปรับปรุงพันธุ์  ได้พันธุ์ข้าวที่มีพันธุกรรม  ต้นเตี้ย หรือสูงปานกลาง ทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตได้

อย่างไรก็ดี  พันธุ์ข้าวเหล่านี้บ่อยครั้งพบว่าขาดความต้านทานต่อแมลงหรือโรคที่สำคัญ หรือไม่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง เช่น กข1, กข21, กข23, สุพรรณบุรี60, สุพรรณบุรี90, เจ้าหอมคลองหลวง  ปทุมธานี 1 เป็นต้น
ข้าวสายพันธุ์ดีเด่นหรือสายพันธุ์ดัก ( Breeding stocks) สาย พันธุ์เหล่านี้ได้มาจากโครงการปรับปรุงพันธุ์  ซึ่งมีลักษณะดีหลายอย่าง  แต่ไม่สามารถนำออกขยายให้เกษตรกรปลูกได้  เป็นเพราะว่ายังขาดลักษณะดีบางอย่างที่ต้องการช่วงนั้น  จึงยังต้องปรับปรุงอีกเล็กน้อย  เช่น  PMI 6624-257-1  หรือ CNT200

สายพันธุ์จากการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม  (Mutants) สาย พันธุ์ข้าวที่ทราบว่ามีลักษณะเปลี่ยนไปจากเดิมที่ได้มาจากโครงการเปลี่ยน แปลงพันธุกรรม  อาจโดยการชักนำด้วยสารเคมีหรือรังสีโดยทั่วไปแล้วจะได้สายพันธุ์ที่อ่อนแอ  แต่ก็มีบ้างที่พบว่ามีลักษณะเป็นที่ต้องการของนักปรับปรุงพันธุ์  เช่น  ต้านทานโรค  หรือเปลี่ยนจากข้าวเจ้าเป็นข้าวเหนียว  อาจแนะนำให้เกษตรปลูกได้เลย  หรือใช้เป็นพันธุ์พ่อแม่ในโครงการปรับปรุงพันธุ์  เช่น  KDML  105’65G3U-84

การรวบรมและการอนุรักษ์
การรวบรวมพันธุ์ข้าวในประเทศไทยครั้งแรกประมาณ  พ.ศ.  2540  เริ่มจากกการประกวดพันธุ์ข้าว  และมีการประกวดพันธุ์ข้าวตามมาอีกหลายครั้ง   พันธุ์ข้าวที่ส่งเข้าประกวด  ได้ถูกรวบรวมไว้แล้วนำมาปลูกเพื่อคัดเลือกพันธุ์ที่มีคุณภาพเมล็ดดี  แนะนำเป็นข้าวพันธุ์ดีให้เกษตรกรปลูกต่อมามีการรวบรวมพันธุ์ข้าวทั่วประเทศ  พ.ศ.  2493  (สงกรานต์, 2537)  เพื่อนำพันธุ์ข้าวพื้นเมืองมาคัดเลือกหาพันธุ์ที่มีคุณภาพเมล็ดดี  ให้ผลผลิตสูง  แนะนำสู่เกษตรกร  พันธุ์ข้าวที่ไม่ได้แนะนำจะถูกเก็บไว้ตามสถานีทดลองข้าวต่าง ๆ  ต่อมาได้นำมาอนุรักษ์ไว้ที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี  สถาบันวิจัยข้าว   ปัจจุบันสถาบันวิจัยข้าวได้รวบรวมและอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ข้าวของไทยไว้ จำนวน  17,127  ตัวอย่างเชื้อพันธุ์  แยกเป็นข้าวปลูกพื้นเมือง  (Oryza sativa)  จำนวน 16,277  ตัวอย่างและเชื้อพันธุ์ข้าวป่า  5  ชนิด  จำนวน  850  ตัวอย่างเชื้อพันธุ์ข้าวที่อนุรักษ์ไว้ทั้งหมด  20,775  ตัวอย่าง  แยกเป็นข้าวนาสวน  ข้าวขึ้นน้ำ ข้าวไร่  และอื่น ๆ  จำนวน  11,681 , 3,898 , 902 , และ 4,294  ตามลำดับ  ในจำนวนนี้เป็นเชื้อพันธุ์ข้าวปลูกจากประเทศ  59  ประเทศจำนวน  2,922  ตัวอย่าง  ตัวอย่างข้าวทั้งหมดนี้ได้อนุรักษ์ไว้ในห้องอุณหภูมิ 150ซ.  50ซ.  และ –100ซ.  จำนวน  20,775 , 7,304  และ  9,519  ตัวอย่างเชื้อพันธุ์  ตามลำดับ

การประเมินคุณค่าและการบันทึกลักษณะ
ผลจากการผสมผสานยีนต้นเตี้ยเข้ากับข้าวต้นสูง  ทำให้ได้ข้าวพันธุ์ใหม่  ๆ  ซึ่งสามารถเพิ่มผลผลิตของข้าวได้  และการใช้ข้าวพันธุ์ใหม่ที่ไม่ไวต่อช่วงแสงหรือพันธุ์ที่มีอายุสั้นปลูก  สามารถผลิตข้าวได้ตลอดปี  จุดมุ่งหมายขั้นต่อไปที่นักปรับปรุงพันธุ์ข้าวกำลังแสวงหาคือ  พันธุ์ข้าวที่มียีนต้านทานโรคและแมลงแบบถาวร  หรือทนทานต่อความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมหรือมีประสิทธิภาพในการปรุงอาหาร และการหายใจดี  ซึ่งลักษณะที่ต้องการนี้จะมีอยู่ในทรัพยากรเชื้อพันธุ์ข้าวทั้งข้าวป่าและ ข้าวปลูก  โดยเฉพาะจากข้าวพันธุ์พื้นเมือง  (Indigenous variety)  ดังนั้น  นักปรับปรุงพันธุ์จะต้องทราบลักษณะสำคัญต่าง ๆ   ที่จำเป็นต่อการปรับปรุงพันธุ์อย่างดีก่อนที่จะนำลักษณะเหล่านั้นมาใช้ใน โครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าว

ลักษณะประจำพันธุ์และลักษณะที่ควรประเมินคุณค่า  คือ  ลักษณะทางสัณฐานวิทยา  ลักษณะทางสรีรวิทยา   ความต้านทานโรคและแมลง  ควรทำโดยการปลูกเชื้อหรือปล่อยแมลงทำลายแล้วอ่านผลเมื่อพันธุ์มาตรฐานไม่ ต้านทานแสดงอาการอ่อนแอมากที่สุด  หรือแห้งตาย
ปัจจุบันศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ  โดยความร่วมมือกับศูนย์วิจัยข้าว  และสถานีทดลองข้าวทั่วประเทศได้ดำเนินการประเมินคุณค่าลักษณะประจำพันธุ์  และบันทึกลักษณะประจำพันธุ์แต่ละตัวอย่างเชื้อพันธุ์จำนวน  58  ลักษณะ  ซึ่งได้ประเมินคุณค่าไปแล้วมากกว่า  7,000  ตัวอย่าง

การใช้ประโยชน์
พันธุ์ข้าวปลูกจากประเทศไทยได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่าเป็นพันธุ์ข้าวที่ มีคุณภาพเมล็ดดี  ดังหลักฐานการประกวดพันธุ์ข้าวของโลกที่ประเทศแคนาดา  พ.ศ.  2476  พันธุ์ข้าวปิ่นแก้ว ชนะเลิศและยังมีพันธุ์ข้าวของไทยได้รับรางวัลที่  2-3  และอื่น ๆ  อีกรวม  11  รางวัล  จากทั้งหมด  20  รางวัล  (ตารางที่  1)  สาเหตุที่ข้าวของไทยมีคุณภาพเมล็ดดีเป็นเพราะว่าประเทศไทยเป็นแหล่งอู่ข้าว  อู่น้ำ  ซึ่งแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของอาหารจึงทำให้เกษตรกร  (ชาวนา)  คัดเลือกพันธุ์ข้าวตามความชอบ  โดยพิจารณาคุณภาพเมล็ดและคุณภาพการหุงต้มเป็นหลัก  เนื่องจากประเทศไทยไม่ค่อยประสบปัญหาภัยธรรมชาติบ่อย  จึงทำให้พันธุ์ข้าวส่วนมากขาดลักษณะพันธุกรรมในด้านความต้านทานต่อโรคแมลง หรือทนทานต่อสิ่งแวดล้อม  อย่างไรก็ดีความสำเร็จจากการนำเชื้อพันธุ์ข้าวพื้นเมืองซึ่งเป็นมรดกของคน ไทยมาใช้ประโยชน์โดยตรง  ส่วนมากจะเป็นการคัดเลือกพันธุ์บริสุทธิ์  (pure line selection)  และเน้นที่คุณภาพเมล็ด  ตัวอย่างพันธุ์ข้าวที่ได้รับการคัดเลือกโดยวิธีนี้  เช่น  พวงเงิน  ปิ่นแก้ว  ขาวตาแห้ง17  นางมลเอส-4  และขาวดอกมะลิ105  (ตารางที่ 2)

สำหรับความสำเร็จจากการนำเชื้อพันธุ์ข้าวพื้นเมืองมาใช้ประโยชน์โดยทาง อ้อม  ส่วนมากจะนำเชื้อพันธุ์ข้าวของไทยผสมกับเชื้อพันธุ์ข้าวดีจากต่างประเทศที่ ให้ผลผลิตสูงหรือมีความต้านทานต่อโรคและแมลงที่สำคัญ  หรือนำเชื้อพันธุ์ข้าวของไทย  ชักนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมไปในทางที่ดี  พันธุ์ข้าวที่ได้จากการพัฒนาทางอ้อมส่วนมากจะให้ผลผลิตสูง และมีความต้านทานโรคและแมลง  เช่น  กข1  กข21  สุพรรณบุรี30  สุพรรณบุรี90  เจ้าหอมคลองหลวง1  เจ้าหอมพิษณุโลก1  และปทุมธานี1  (ตารางที่3)

บทสรุป
ข้าวแพร่กระจายไปทั่วโลก  ปัจจุบันมีความหลากหลายในชนิดของข้าวอยู่  23  ชนิด  เป็นข้าวปลูก  2  ชนิด  คือ ข้าวเอเซีย  (Oyza sativa L.)  และข้าวอาฟริกา (O.glaberrima Steud.)  ความหลากหลายของข้าวปลูกมีมากประมาณว่าข้าวปลูกทั่วโลกมีอย่างน้อย  120,000  พันธุ์  ที่มีลักษณะและชื่อแตกต่างกันประเทศไทยอยู่ในเขตความผันแปรของข้าวมีข้าวป่า แพร่กระจาย  5  ชนิด  ในจำนวนนี้  2  ชนิด  (O.rufipogon และ O.nivara)  เป็นบรรพบุรุษของข้าวปลูกเอเซีย  ข้าวที่ปลูกในประเทศไทยเป็นข้าวปลูกเอเซียซึ่งวิวัฒนาการมาจากข้าวป่า มากกว่า  7,000  ปีมาแล้วและแพร่กระจายอย่างกว้างขวางสามารถพบเห็นได้ทั่ว ๆ  ไป  และพบว่ามีความหลากหลายมากอย่างน้อยมี 5,928  พันธุ์ที่มีชื่อและลักษณะต่างกัน

ปัจจุบันแหล่งทรัพยากรข้าวป่าและข้าวปลูกกำลังอยู่ระยะอันตราย  มีการเสื่อมพันธุกรรม  สถาบันวิจัยข้าวได้การรวบรวมและอนุรักษ์ทรัพยากรเชื้อพันธุ์ข้าวไทยไว้ใน อาคารศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ  โดยอนุรักษ์ในห้องควบคุมอุณหภูมิและความชื้น  ปัจจุบันอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ข้าวไทยไว้ประมาณ  17,127  ตัวอย่าง  และเชื้อพันธุ์ข้าวดีจากต่างประเทศ  2,922  ตัวอย่าง  เพื่อไว้ใช้ประโยชน์ในโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวและการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ต่อไป

การใช้ประโยชน์จากเชื้อพันธุ์ข้าวปลูกของไทย  เริ่มจากการใช้ประโยชน์โดยตรงคือการคัดเลือกพันธุ์บริสุทธิ์  แล้วแนะนำส่งเสริมให้ชาวนาใช้ทำพันธุ์  ต่อมาใช้เชื้อพันธุ์ข้าวไทยผสมกับพันธุ์ข้าวต่างประเทศ  ทำให้ได้พันธุ์ข้าวใหม่  ๆ  ที่ให้ผลผลิตสูงปลูกได้ตลอดปี  มีความต้านทานต่อโรคและแมลงดี  สำหรับทรัพยากรเชื้อพันธุ์ข้าวป่า  ยังมีการนำมาใช้ประโยชน์น้อย  เพาะมีขีดจำกัด  มีปัญหาทั้งจากเชื้อพันธุ์ข้าวป่าเอง  และความรู้  ความสามารถในการนำมาใช้ประโยชน์คาดว่าเทคโนโลยีชีวภาพจะสามารถนำมาช่วยให้มี การใช้ประโยชน์จากทั้งข้าวปลูกและข้าวป่าให้มากยิ่งขึ้น

 

 


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: